Showing posts with label life. Show all posts
Showing posts with label life. Show all posts

Monday, May 31, 2010

NEWTYPE @ Pecha Kucha Night BKK #6

Pecha Kucha Night Bangkok ครั้งที่ 6 /
10 ตุลาคม 2552 ที่สยาม ดิสคัฟเวอรี่ เซนเตอร์
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ "ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย"


เพะชะ คุชะ ไนท์ ครั้งนี้มาพร้อมกับหัวข้อ "graphic design = . . ." ซึ่งปกติก่อนนี้
จะไม่ค่อยมีโจทย์ และสามารถสรุปความจากพี่อาร์ต สุรัติ โตมรศักดิ์ แห่ง try2benice ได้ว่า
"คืนละ 20 คน คนละ 20 ภาพ ภาพละ 20 วินาที มีสาระหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น" :-.)

แต่ในเมื่อมันมาพร้อมหัวข้อนี้ และรอบนี้เป็นนักออกแบบกราฟิกเกือบหมด
เลยคิดว่าน่าจะพูดถึงการออกแบบกราฟิกโดยใช้วิธีการออกแบบไทป์ดีไซน์ดีกว่า
เริ่มด้วยสไลด์ที่หนึ่ง :)


1. โดยส่วนตัวเชื่อว่า สิ่งที่อยู่ในองค์ประกอบสำคัญของกราฟิกดีไซน์คือ ข้อมูล
ที่ถูกส่งถ่ายออกไปยังผู้รับที่ผู้ส่งต้องการให้พบเห็นในสื่อที่ส่งถ่ายผ่านไป
ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะมีความหมายหรือไม่ หรือข้อมูลนั้นอาจมีแค่ความเชื่อ ความรู้สึก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนตัวก็ยังเชื่อว่า มีอะไรบ้างอย่างถูกถ่ายทอดส่งต่อออกไป


2. ทำให้นึกถึงแบบตัวอักษรหนึ่งคือ Baskerville ที่ถูกออกแบบโดย
John Baskerville เมื่อปี 1757 ประเด็นที่ทำให้นึกถึงคือ ตัวอักษร Baskerville นี้
ถูกจัดอยู่ใน Classification ที่เรียกว่า Transitional (ทางกายภาพ
เป็นแบบตัวอักษรที่ออกแบบโดยใช้เครื่องมือในการคำนวณ)


3. Transitional Classification คือ กลุ่มที่พัฒนาต่อมาจาก Old Style Classification
(แบบตัวอักษรละติน ที่มีลักษณะมาจากการเขียนมือด้วยปากกกา) เพื่อพัฒนาไปสู่
Modern Classification (แบบตัวอักษรที่อุปกรณ์การทำบล็อกตัวอักษรมีความ
ละเอียดมากขึ้น และสื่อที่ใช้ในช่วงเวลานั้นเปลี่ยนไป) บลาๆ 20 วิ แบบย่นย่อ

ที่เล่าไปในช่วงแรกคือ สิ่งที่อยู่ในชั้นเรียน Typography1 ที่ผมสอนอยู่ที่
มหาวิทยาลัยกรุงเทพและสไลด์ที่ให้ดูผ่านไปก็คือ ภาพตัวอย่างที่ใช้ในชั้นเรียน
เพื่อให้ นศ. ได้ทำความรู้จักและเข้าใจ


4. หนึ่งในการเรียนรู้โครงสร้างตัวอักษร คือ การรับรู้ชุดข้อมูลหนึ่งที่บ่งบอกว่า
ตัวอักษร Baskerville มีลักษณะอย่างไร จุดเด่นคืออะไร โค้งอย่างไร
แต่ละเส้นหนาบางอย่างไร และที่สำคัญแต่ละส่วนนั้นเพื่ออะไร
ซึ่งวิธีที่จะเรียนรู้ได้เร็วและง่ายที่สุด คือ การให้นศ.แต่ละคน
ดรออิงค์ภาพตัวอักษรที่เห็นนั้น ลงในกระดาษขนาด A2


5. ผลที่ได้จากชั้นเรียนในวันนั้นคือ แบบตัวอักษร Baskerville ที่นศ. แต่ละคน
รับรู้ ข้อมูล g (lowercase) Baskerville และส่งถ่ายไปยังสมองของแต่ละคน
ซึ่งแต่ละคนนั้นก็ถ่ายทอด ข้อมูลนั้น ลงมาบนกระดาษด้วยวิธีการวาดเส้น

Ek PechaKucha Slide 06

6. ข้อมูล ที่ได้มา มีตั้งแต่เหมือนมากๆไปจนถึง. . . :) จากข้อมูลชุดเดียวกัน
สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปมีปัจจัยมากมาย ตั้งแต่ ความตั้งใจฟังถึงที่มาที่ไปของตัวอักษรชุดนี้
ทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของหน้าตาโครงสร้างของมัน ไปจนถึง ทักษะพื้นฐาน
ในการถ่ายทอดข้อมูลชุดนี้ด้วยการวาดเส้น

Ek PechaKucha Slide 07

7. แบบตัวอักษรที่ได้มาในชั้นเรียนวันนั้น ทั้งหมด 33 ตัวอักษร g จากนศ. 33 คน
ซึ่งมีคะแนนที่ให้ไป ตั้งแต่ A ไปจนถึง D

สิ่งที่ว่ามาถึงความผิดเพี้ยนไม่ใช่ประเด็นของโปรเจคที่กำลังจะเล่าถึง
แต่มันคือ ชุดข้อมูล 33 g Baskerville ในหนึ่งวัน จากชั้นเรียนนั้น
ถ้าลองถอยกลับมามอง คิดว่ามันมีข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจแฝงอยู่

Ek PechaKucha Slide 08

8. ทดลองนำข้อมูลทั้ง 33 g มาตั้งข้อกำหนดเป็นตัวแปรที่เหมาะสมและรับได้
โดยการหาค่าเฉลี่ยที่ซ้อนทับกันเพื่อหาค่าของน้ำหนักที่ได้มากกว่า 50%
เพื่อให้ได้โครงสร้างตัวอักษรใหม่ ที่เราก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตามันจะออกมาเป็นอย่างไร
ที่มาจากการส่งถ่ายข้อมูลผ่าน 33 g

Ek PechaKucha Slide 09

9. แบบตัวอักษรและตำแหน่งจุดที่ถูกคลี่คลายและจากค่าเฉลี่ยที่ได้มา

Ek PechaKucha Slide 10

10. ต้นแบบตัวอักษร g แบบใหม่ ที่มีชุดข้อมูลใหม่ อยู่ในตัวอักษรหนึ่งตัวนี้
และวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานออกมาเป็นหัวข้อย่อยเพื่อตั้งเป็นระบบใหม่
เพื่อการออกแบบชุดตัวอักษรใหม่

Ek PechaKucha Slide 11

11. ตัวอย่างข้อมูลที่ถูกจัดการและทำความเข้าใจเพื่อให้ได้ระบบที่ง่ายต่อการตั้งต้น

Ek PechaKucha Slide 12

12. อีกหนึ่งตัวอย่างข้อมูลของตัวอักษรต้นแบบ คือ ปลายตัด และเส้นที่มีความซับซ้อน
ตัวเส้นจะไม่เชื่อมต่อกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ ข้อมูลนั้นจะหายไป

Ek PechaKucha Slide 13

13. อีกหนึ่งตัวอย่างข้อมูลที่ได้มา คือ ข้อมูลที่ยาวมาก ข้อมูลนั้นจะหายไปและ
ระบบนั้นจะไม่สมดุล

Ek PechaKucha Slide 14

14. เนื่องจากแบบตัวอักษร g ต้นแบบ ที่ได้มา เป็นแบบตัวอักษรที่มาจาก
ผลข้อมูลที่ไม่ได้เกิดจากการควบคุมการออกแบบ เลยคิดว่าควรจะทำความคุ้นเคย
กับโครงสร้างนั้น โดยการพิมพ์และติดไว้ให้เห็นตลอดเวลาที่ทำการออกแบบ
ตัวอักษรอื่นในชุดเดียวกันนั้น

Ek PechaKucha Slide 15

15. a e i o u ที่ออกแบบจาก ชุดข้อมูลใหม่ ที่ได้มาจาก g
จากภาพตัวอย่าง ส่วนโครงสร้างของตัวอักษรที่ขาดหายที่เป็นไปได้
ในตัวอักษร a e i o u

Ek PechaKucha Slide 16

16. ชุดข้อมูลที่ถูกส่งถ่ายออกไปยังตัวอักษรตัวอื่นๆ
จากภาพตัวอย่าง ลักษณะปลายกลมที่เป็นไปได้ในตัวอักษรอื่นๆ

Ek PechaKucha Slide 17

17. ระบบต่างๆที่แชร์ข้อมูลย่อยหลายๆข้อที่วิเคราะห์ออกมา และส่งถ่ายไปมา
ตามแต่โครงสร้างของแต่ละตัวอักษรจะจำเป็นต้องมีอย่างไม่ยัดเยียดขัดขืนจนเกินไป

Ek PechaKucha Slide 18

18. ตัวอย่าง ตัวอักษร a-z แบบใหม่ที่ตั้งต้นจาก ชุดข้อมูล ที่ถูกส่งถ่ายไปมา

Ek PechaKucha Slide 19

19. เทียบเคียง ตัวอักษร Baskerville กับ ตัวอักษรใหม่ (ที่ยังไร้ชื่ออยู่ :)

Ek PechaKucha Slide 20

20. แสดงผลตัวอักษร ที่เป็น รูปคำ และ ประโยค ให้เห็นภาพรวม
ความคาดหวังว่า จะมีคนฟังหลับๆไปบ้าง เลยพิมพ์คำนี้ขึ้นมา
แต่ด้วยเวลาที่เร่งและรู้สึกกระชับชิดมาก ผู้ฟังวันนั้นเลยหลับไม่ทัน :)



ขอบคุณสำหรับโปรเจคสนุกๆที่ให้โอกาสในการทดลองพยายามเล่าด้วยภาพ
ให้คนฟังเข้าใจถึงการออกแบบตัวอักษรโดยใช้วิธีการเข้ากระทำในอีกรูปแบบ
วิธีการหนึ่งเพื่อให้ได้ตัวอักษรที่ต่างออกไป

และขอบคุณผลงานนศ. คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ในชั้นเรียน Typography1 / ปี 2550

Monday, September 21, 2009

ฉันทำ...ฉันจึงเป็น

อีกหนึ่งโปรเจคที่น่าสนใจในฐานะ กราฟิคดีไซน์เนอร์ไทย
ภายใต้ชื่อโปรเจค I AM A THAI GRAPHIC DESIGNER™ 
จัดโดย อ.พี่ติ๊ก สันติ ลอรัชวี และ PRACTICAL Studio
กับโจทย์ที่ให้ถือชิ้นงาน A3 พร้อมกับคำว่า 
ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย หรือ 
I AM A THAI GRAPHIC DESIGNER 

ekaluck is a THAI™

กับงานออกแบบที่หลายหลากของนักออกแบบแต่ละคน
ที่ตีความคำว่า ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย ในแนวทางที่ถนัด ชอบ หรือ
สนุกกับสิ่งที่เป็นตัวเองมากที่สุด บ้างเลือกจัดวางตัวอักษรที่มีอยู่กับพื้นที่
บ้างประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใหม่ที่แปลกตา บ้างเล่นกับลายเส้นหลากหลาย 
บ้างเล่นกับภาพและวัสดุ บ้างเล่นกับสัญลักษณ์ให้ตีความ
ทั้งหมดนี้ล้วนน่าสนใจและอยู่บนพื้นฐานความสนุกกับสิ่งที่เป็นตัวเอง 
เลยร่วมสนุกกับงานนี้ด้วยกับการเลือกตีความกับโจทย์ 
ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย ที่แทนด้วย รูปคำความหมาย
และอยากให้ใช้การออกแบบที่น้อยที่สุด  ซึ่งน้อยในที่นี้
ไม่ได้หมายความถึงรูปแบบ แต่เป็นการใช้การออกแบบ 
(เหมือนใครก็ทำได้ ไอ้แบบนี้อะ 55)  
เพื่อที่จะแสดงความขัดแย้งกับ ประโยคคำ ในชิ้นงาน เพราะเชื่อว่า
ใครก็ทำได้ ใครก็เป็นได้ ถ้าทำโดยไม่ฝืนอย่างเป็นธรรมชาติ 
นั่นแหละคือสิ่งที่ ฉันเป็น...ที่ฉันทำ 

ดีใจกับทุกคนที่พร้อมใจกันยืนยันศักยภาพความเป็นนักออกแบบไทย
ที่ตนเองทำอยู่ โดยไม่หวังการแลกเปลี่ยนเป็นเงินทอง หรือเกรดที่ได้
สนุกกับโปรเจค ที่เราเพียงแค่ ยืนยันสิ่งที่เราเป็น 

Wednesday, September 9, 2009

09/09/09

เห็นว่าเป็นตัวเลขวันที่เค้าตื่นเต้นกัน 09.09.09 เลยมาโยนอะไรซักหน่อย
อนิเมชั่นที่น่าสนใจอีกเรื่อง "9" การันตีโดยชื่อ Tim Burton



คงไม่ต้องขายของกันมาก เชิญชมตามอัทยาศัย ต้องการข้อมูล
เชิญหาข้อมูลต่อเองเพราะ 9oo9le อยู่แค่เอื้อม :)


แล้ววันนี้ควรจะทำอะไรดี 09.09.09 กว่าจะเจอกันอีกที ก็ร้อยปีข้างหน้า แต่  คิดว่าคงไม่ได้เจอ.....
เมจิค...ฮือ ฮื ฮือ ฮือ...เมจิค...ฮือ ฮื ฮือ ฮือ...Ma9ic

Wednesday, June 3, 2009

No Cut!

จากภาวะเคยชินกับการเก็บตัวนิ่ง คงความส่วนตัวสูงกลับมา
แต่เดี๋ยวความนิ่งมันจะทำให้นิ่งจนเกินไป เลยเอาอะไรมาโยนเล่นซะหน่อย

ไปเจอมาโดยบังเอิญ น่าจะเลยช่วงเป็นกระแสไปนานแล้วด้วยมั้ง
แต่ก็อยากเอาความคิดของเซเรปที่เหมือนว่าไม่มีอำนาจกับสื่อ แต่
ส่วนตัวคิดว่าต่อให้ไม่มีอำนาจตรงแต่ก็มีอิทธิพลต่อความคิดผู้อื่นสูงนะ

Tuesday, April 14, 2009

CHANGE Again!!

ช่วงหลังมานี้ เราจะได้ยินว่าคำว่า CHANGE กันบ่อยครั้ง

ผมก็ไม่แน่ใจนักว่า มันเริ่มมาจากไหน ไม่ว่าจะการประชาสัมพันธ์
ภาพลักษณ์ของประธานาธิปดีโอบาม่าจากยูเอสเอ,
นิทรรศการ "Change" โดย ฮอฟอาร์ท ที่รวมศิลปินชั้นนำ
ของไทยกว่า 80 ชีวิตเมื่อต้นปีที่แล้ว, หรือจะเป็น 
"L Change the world" หนังไตรภาคต่อ ของ เดทโน๊ต 
มังงะชื่อดังที่กลายเป็นหนังภาพยนตร์
หรือล่าสุดที่คุ้นหูกันไปก็ นิทรรศการ Design (Alone) 
Cannot Change (Everygthing) โดย แพร็คทิคัล
โดยส่วนตัวคิดว่าคำว่า Change ที่ถูกนำมาใช้ในหลายหลากกรณีนี้
ล้วนทำหน้าที่ของมันอย่างดี และเป็นโปรเจคที่ผมชอบทั้งหมด

แต่อีกหนึ่ง CHANGE ที่ผมจะเขียนถึงวันนี้คือ ซีรีย์ญี่ปุ่น
CHANGE ที่กำลังจะฉายแพร่ภาพทางช่อง Thai (ไทย)
เริ่มวันที่ 22 เวลา 20:20 (ตัวเลขดูตั้งใจเกินไปปะเนี้ย)
ซึ่งที่จริงผมได้เคยดูไปเมื่อปีที่แล้ว บอกได้คำเดียวว่า มันส์สนุก
เป็นเรื่องของครูประถมที่จับพลัดผลู มาเล่นการเมือง



ที่จริงเหตุผลแรกที่ผมดูเรื่องนี้ก่อนได้เป็นกระแส เนื่องจาก
พระเอกเรื่องนี้คือ Takuya Kimura (ผมไม่ได้คลั่งใคล้นะ 55)
แต่เพราะหนังเรื่องก่อนๆของ ทาคูยะ ที่ผมได้มีโอกาสดู
ทำให้รู้สึกว่า เป็นหนังที่ดี ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ 'อาชีพ' ต่างๆได้ดี
ไม่ว่าจะเป็น อัยการหน้าใหม่ (Hero), นักฮอกกี้น้ำแข็ง (Pride), 
นักแข่งรถ F1 (Engine), กัปตันเครื่องบิน (Good Luck!),
ช่างตัดผม (Beautiful Life), นักโฆษณา (Love Generation)
และอื่นๆ ซึ่งที่ว่ามานี้ พระเอก มีอาชีพ มีการมีงาน และ
ในเรื่องเล่าถึงงานและการกระทำเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของ
ชีวิตจริงๆ (ต่างจากละครไทย ไม่ใช้คำว่า ซีรีย์ :) ที่ไม่ค่อย
จะรู้ว่าตัวเอกทำงานอะไร รู้แต่เป็นเจ้าของบริษัท ที่วันๆ
ไม่เคยเห็นทำงาน แต่มีรถสปอร์ตขับ) และอีกส่วนที่ค่อนข้าง
จะชอบดูซีรีย์ญี่ปุ่นที่เห็นถึงการทำงานที่มีตัวตนจริงของเค้าได้
ก็เป็นเรื่องของ การมองโลกในแง่ดี ซึ่งบางเรื่องแทบจะไม่มี
ตัวร้ายหรือนางอิจฉาเลย ไม่จำเป็นต้องมีใครที่คิดชั่วเสมอไป
ก็สามารถเล่าเรื่องสนุกๆได้ (จะว่าคนไทยเห็นเรื่องคิดไม่ดี
จนเป็นเรื่องชินตาจากละครมากไปหรือเปล่า โลกนี้ต้องมีนางร้าย?) 

 

กลับมาที่ CHANGE ดูตอนแรกสิ่งที่คิดถึงคือ นายกอภิสิทธิ์ คนปัจจุบัน
ซึ่งตอนนั้นยังเป็นฝ่ายค้านอยู่เลย แต่เพราะพระเอกของเรื่องได้ชื่อว่า
เจ้าชายแห่งรัฐสภา (ไปดูกันเอาเองว่าทำไมนะ) ยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เลย
ตอนที่คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกใหม่ๆ ว่าทำไม ไม่มีใครเอาซีรีย์เรื่องนี้
มาฉายในบ้านเรา คงทำให้คนไทยเรามองการเมืองเป็นเรื่องที่ดีขึ้น
เพราะนักการเมืองก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เราได้เห็นตัวตนความเป็นคน
ของอาชีพที่เรียกว่า นักการเมือง ได้จากเรื่องนี้ 

เออ มีบางคนว่านี่คือ โอบาม่า เวอร์ชั่นญี่ปุ่น 
ลองติดตามกันดูว่าจะรู้สึกเหมือนกันมั๊ย :)

Wednesday, September 10, 2008

การ คิด สังคม ต่าง เมือง

ความคิดต่างคือ สังคมมนุษย์
แต่การเคารพความคิดต่างของมนุษย์ผู้อื่นคือ ยอดมนุษย์

เป็นข้อความที่เขียนทิ้งท้ายไว้หลังชื่อใน msn มาพักใหญ่
เนื่องจากช่วงนี้มีแต่คนทักเรื่องการเมืองไทย ที่เป็นปัญหาอยู่
คิดยังไง อยู่ฝ่ายไหน ไปมายัง คนเยอะมั๊ย เจอใครบ้าง..บลา..บลา..บลา..

ส่วนตัวคงไม่ออกความเห็นกับเรื่อง การเมือง กับพื้นที่นี้
แต่แค่รู้สึกถึง ระบบความคิดของ คน เรา (ใช่ครับ คน)
ทำไมคนที่คิดไม่เหมือนเราจะต้องผิดเสมอไปหรือ
ทำอะไรดูคนๆนั้นผิดไปหมด เรามีสิทธิที่จะทำนั่นนู้นนี่
เพราะส่ิงที่เราคิดมัน ถูก เสมอ ... แปลกดี 

ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้เกิดมาวันเดียวกัน ที่เดี๋ยวกัน โตมาด้วยกัน
เล่นของเล่นเหมือนกัน กินข้าวอิ่มเท่ากัน เรียนแบบเดียวกัน
งานอดิเรกเหมือนกัน มีแฟนคนเดียวกัน  ตื่นเวลาเดียวกัน
นอนเวลาเดียวกัน ทำงานเหนื่อยเท่ากัน มีเพื่อนมากเท่ากัน
อ่านหนังสือเหมือนกัน ฟังเพลงเหมือนกัน..กัน..กัน..กัน  

คนเรานะ เรียกให้ดูดี ก็ มนุษย์เรานะมันแตกต่างกัน
การที่จะคิดต่างกันจำเป็นมั๊ยที่จะต้อง ถูก ผิด เสมอ ไป

ไม่มีคำตอบให้...เพราะเกิดเป็นคนมันต้อง คิด แม้จะต่าง ^o^

ช่วงนี้เห็นคนบ่นกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะขึ้นเวที หรือหน้ากล้อง
เลยมาบ่นๆมั้ง :) แต่ บ่น ที่นี้ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ให้ใคร
และไม่ได้ชิมไปด้วย คิดว่า คงไม่ผิดกฎหมายนะ ^..^

Wednesday, June 25, 2008

QashQai Car Games

ไม่ได้เกี่ยวกับออกแบบ แต่มันส์ดี (เรียกว่า บ้ามากกว่า)

การทำอะไรให้สุดๆในสิ่งที่เชื่อ 
ผลลัพท์ที่ได้จะพิสูจน์ตัวมันเอง


ที่มาและวีดีโออื่นๆถ้ายังไม่จุใจ QashQai Car Games

คำเตือน : เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อย่าทำตามเดี๋ยวจะกลายเป็นแว๊นซ์อ่านหนังสือพิมพ์

Monday, May 19, 2008

One year Counter

ครบ 1 ปี ที่ทำมิเตอร์นับผู้คนที่บังเอิญผ่านเข้าออกพื้นที่ความคิดสาธารณะนี้
ทั้งที่ช่วงหลังมานี้ไม่ค่อยจะได้เขียนอะไรซักเท่าไหร่
แม้กระทั้งเจ้าของบล๊อกเองยังเข้าน้อยครั้งเต็มที

วันนี้บังเอิญมาก เข้ามาเห็นเกิน 10000 ครั้ง (แอบเสียดายตัวเองเข้ามาเป็นคนที่ 10,008:)
ก็จะพยายามกลับมาทำให้เกิดสาระประโยชน์แบบเป็นกันเอง

เหมือนที่เคยคิดฝันอีกครั้งก็แล้วกันนะครับ
ยินดีที่รู้จักกับทุกคนที่เป็นหนึ่งในหมื่นนี้ :)

Wednesday, May 7, 2008

After the Tsunami


(ติดมือมาเพราะเกี่ยวกับ มหัตภัยธรรมชาติเหมือนกัน แต่ต่างกันที่บท และบริบท แต่สอดคล้องที่ความรู้สึก)

กิจกรรมหนึ่งที่ทำสำเร็จ กับการเดินทางอันไร้กำหนด คือ

อ่าน "After เดอะ Quake" ของ ฮารุกิ มุราคามิ จบไป 
เหตุที่ได้อ่านเล่มนี้เพราะมันไม่ใช่ Norwegian Wood อันเลื่องลือ
(เคยมีคนบอกว่าเป็นคนชอบต่อต้าน ทุกวันนี้ก็ยังไม่เชื่อว่าใช่นะ) 
และอีกสาเหตุที่ได้อ่านมัน เพราะThe Wind-up Bird Chronicle 
ที่ค้างอยู่หนาเกินกว่าจะพยายามพกมันมาด้วย
ถือว่าเป็นความคุ้มค่าที่พกมาทำให้ภายในใจสั่นไหวได้
พอๆกันกับฝรั่งชั้นบนทำเกสท์เฮาท์สั้นไหวในคืนเดียวกัน
ใครที่คิดว่าตัวเองชอบต่อต้านก็ไม่ต้องไปหามันมาอ่านหรอก
เพราะมันก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย
(หวังว่ามูราคามิที่เคารพคงอ่านภาษาไทยประโยคก่อนหน้านี้ไม่ออก 
แต่คงเข้าใจในความหมายแฝงที่แท้นะ :)


 (หนังสือชุดนี้ที่เลือกอ่านไม่ได้เคยได้ยินมาจากไหนเลย ชอบที่ปกตั้งแต่เล่ม 1 จนตัดสินใจอ่าน 
งานนี้ถือว่าเป็นผลจากการออกแบบล้วนๆ Jacket Design and Illustration by Exarchos )

ภารกิจอันหนักหน่วงต่อไปคือ เทลส์ออฟดิโอโตริ ปฐมภาค ของ ลิอัน เฮิร์น
(นามแฝงของ Gillian Rubinstein นักเขียนอังกฤษผู้หลงเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่น)
ในภาค ลิขิตแห่งสวรรค์ (Heaven's net is wide) ซึ่งเป็นภาคก่อนที่จะเกิด
เล่ม ๑ เหยียบถิ่นพยัคฆ์ เล่ม ๒ วิหคหลงรัง เล่ม ๓ จันทร์กระจ่างฟ้า เล่ม ๔ สิ้นเสียงปักษา
จำได้ว่าล่าสุดที่อ่านแต่ละเล่มที่มีความหนากว่า 6-700 กว่าหน้า 
ทำให้ไม่ได้เกิดการขยับเขยื่อนอะไรทั้งสิ้นเป็นเวลากว่าอาทิตย์ในแต่ละเล่ม 
ใครที่เคยอ่านพ่อมดหนุ่มพอตเตอร์คงเข้าใจ แปลกดีในมุมมองของฝรั่ง
ที่มองนินจาเกิดจากความเป็นกรรมพันธุ์

Friday, May 2, 2008

Summer Again

เก็บตกภาพครึ่งเดือนที่ภูเก็ต เวลาวิ่งผ่านบางนานบางช้าสลับสับเปลี่ยน





Tuesday, April 15, 2008

go to a summer

ช่วงนี้พักสมอง ใครอยากพักสมองไปลองเล่นเกมส์ดู
ไม่รู้ว่าจะทำให้พัก หรือใช้มันหนักขึ้นเหมือนกัน :)

http://www.miniclip.com/games/bloxorz/en/

Wednesday, March 19, 2008

Lost Memory

พึ่งมีโอกาสได้ไล่ดูหนังที่เก็บไว้ตั้งนานแล้ว

Crying out love in the center of the world
เป็นหนังที่รู้สึกอย่างแรกว่าชื่อ ยาวมาก
มีหลายประเด็นมากจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน แต่รู้ว่า ชอบ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความทรงจำในอดีตที่หลงลืมมันไป
คงไม่เล่าอะไรมากเผื่อใครจะไปหาดู เชื่อนะว่า ไม่เสียดายหรอก
ต่อให้ไม่ชอบ วันหนึ่งเราก็จะลืมมันไปเองแหละ
ขนาดความทรงจำดีๆบางทีเรายังลืมไปเลย


ปกเวอร์ชั่นไทยพร้อมชื่ออังกฤษที่ผิด Crying out love in the (the) center of the world
ทำไมถึงมีเดอะถึงสองครั้ง นึกคำตอบไม่ออก แต่ผมจะเก็บเดอะไว้ในใจละกัน
ใครเห็นก็ทำเป็นไม่เห็นไปละกัน :) (ทำไม footnote นี้ยาวจัง)


อีกประเด็นที่ชอบอาจจะเพราะไม่ได้มีความคาดหวังอะไร
จากปก ดีวีดี ที่เห็น พร้อมกับชื่อไทยๆว่า "พร่ำหัวใจ เพรียกหารักที่กลางโลก"
แปลซะงงเลย พอมีโอกาสได้พยายามจะทำความรู้จักกับหนังเรื่องนี้อีกซักหน่อย
จนได้เห็นคีย์วิชวลเดิมยิ่งรู้สึกว่าทำไมไม่ใช้ภาพนั้น
รู้สึกว่าชอบภาพเดิมนั้นขึ้นมาทันที (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชอบเนื้อหนังไปแล้ว
หรือว่าปกดีวีดีที่อยู่ต่อหน้า) ทำให้รู้สึกว่าที่เค้าว่ากันว่าหน้าหนังมีผล
แต่นี่อาจจะเป็นในทางกลับกันกับทฤษฎ๊ปกติ คือ ธรรมดาหน้าหนังจะหลอก
ให้เราไปดู แต่นี่หนัาหนังทำให้ไม่คาดหวัง จึงเจอเซอร์ไพรสข้างใน


original Key Visual (Japan Version)

ขายของขนาดนี้ ยังไม่คิดจะไปหาดูกันหรอครับ :)
แต่ถ้าคาดหวังมันอาจจะไม่ดีดังหวัง
แต่เชื่อเถอะว่าวันนึงคุณก็จะลืมมันไป 555 (ยังจะขายของอีก)

Friday, March 14, 2008

อีกหนึ่งวัน

นอกจากวันเกิดของไอน์สไตน์
วันที่ 14 เดือน 3 คือวัน Pi Day หรือถ้าเขียนตามแบบฝรั่งคือ 3/14 ตรงกับค่า Pi คือ 3.14

หรือถ้่าจะให้ตรงกับ Pi Day อย่างเป็นทางการ คือ วันที่ 14 เดือน 3 เวลา 1.59
เพื่อให้ตรงกับค่าของ Pi ที่ยังหาทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายไม่ได้ (3.14159)

-----------------------------------------------------------------
ห่างหายไปนาน กับภารกิจที่ยืดเยื้อถึง 2 ปี ส่งศิลปนิพนธ์อาทิตย์หน้าแล้ว
คงจะมีเวลาได้ทำชีวิตให้ไร้สาระได้บ้าง !!

ประกาศอีกครั้ง บล๊อกนี้ยังไม่ตาย คนเขียน (พิมพ์) ก็เช่นกัน:)

Wednesday, January 16, 2008

Why Buy ?!


เคยเป็นกันบ้างมั๊ย ที่เห็นตัวอักษร SALE แล้วร่างกายจะขยับไปเอง :)
เหมือนถูกสะกดจิต ทำไมตัวอักษรไม่กี่ตัวถึงมี "พลัง" มากมายขนาดนั้น 555

PlayGround Book Sale 50%
เหมือนเดิม หนังสือดีๆมากมายเกินกว่าที่จะคิดว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
งานนี้ ดีไม่ดีอาจจะมาที่หลัง แต่เพราะ ราคา ทำให้สมองซีกเหตุผล
ทำงาน(มาก)ขึ้น ไม่ใช่อารมณ์แน่ๆงานนี้ :)

...และแล้วก็อย่างที่เห็น ได้มา 10 เล่ม
(ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจว่าจะซื้อเลยซักเล่ม)

• AGI-New Voice
• Lella and Massimo Vignelli: Design is One
• Design of the 20th Century by Charlotte & Peter Fiell
• STAR CULTURE
• BARNBROOK BIBLE the graphic design of Jonathan Barnbrook
• STICKY GRAPHICS by Carolyn Knight & Jessica Glaser
• WHAT IS GRAPHIC DESIGN FOR? essential design handbooks by Alice Twemlow
• GRAPHIC POETRY A Wig-01 Project by Victionary
• LETTERPRESS New applications for traditional skills by David Jury
• DESIGN OF THE TIMES Using Key Movements and Styles for Comtemporary Design by Lakshmi Bhaskaran

(ที่จริง 11 เล่ม ต้องเอาไปใช้คืนห้องสมุด ม.กรุงเทพ 1 เล่ม
เนื่องจาก มีเด็กนักศึกษายืมไปแล้วสูญ "House Industries Foundry Ten year book"
จาก สามพันกว่าเหลือพันห้า จะว่า โชคดีหรือร้ายดี :?
/ นศ.คนไหนที่อ่านเจอแล้วรู้สึกว่าเผลอหยิบไป
ยังสามารถเอาไปคืนที่ห้องสมุดได้นะครับ :)

Saturday, November 10, 2007

Everybody loves Shopping



ตั้งใจว่าจะไปซื้อ หนังสือ ประวัติศาสตร์กราฟิก
"Graphic Design A New History by Stephen F. Eskilson"
เนื่องจากถ้าเทียบกับ A History of Graphic Design by Philip Meggs
หรือ Meggs' History of Graphic Design by Philip B. Meggs, Alston W. Purvis
ยังไงเล่มนี้ก็ถูกจนน่าตกใจ ต้องไปเก็บไว้ให้ได้
บวกกับจะดูหนังสืออะไรอีกซักเล่ม 2 เล่ม เอาไว้ดูเล่นๆ

ผ่านไป 3-4 ชม. ที่ Asia book และ Kinokuniya @ Paragon

รู้สึกตัวอีกที ได้มา 6 เล่ม ตามที่เห็น
- AGI Graphic Design Since 1950, edited by Ben & Elly Bos
- Graphic Design A New History by Stephen F. Eskilson
- Contempory Graphic design by Charlotte & Peter Fiell
- CR Content
- Onehundred at 360ํ graphic design's new global generation
- Typographic Systems by Kimberly Elam

มือ 2 ข้างรู้สึกว่าถือหนังสืออกมาหนั๊กหนักจนตัวเอียง
แต่รู้สึกว่ากระเป๋าจะเบ๊าเบาไปเลย

คงเป็นแบบเดียวกับที่เวลา คนอื่นๆ ไปซื้อ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง
เครื่องเสียง มือถือ iphone mp3 หรืออีก 108 ที่แต่ละคนจะสนใจ
สุดท้ายเนื้อหาก็เหมือนกันหมดคือ รู้สึกสุขใจประหลาดไปชั่วครู่ :)

What's " New Bitch! "


Art4d No.141 Sep. 07


4dFace

กับการพูดคุยกันครั้งแรกกับ Art4d หนังสือที่อ่านมาตลอดตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่
ตั้งแต่เล่ม สิบกว่าๆ จน ตอนนี้ เป้นเล่มที่ ร้อยสีสิบกว่า เวลาเดินทางเร็วจัง

ได้รับการติดต่อ จาก Art4d ถึง New Bitch ว่ามาจาก ฟอนต์คณิกา
ที่เคยชนะการประกวด 10 ตัวพิมพ์ในครั้งก่อนนู้น

ในส่วนบทความ
ถ้ามีการพาดพิงถึงผู้ใดเนื่องจากการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน พูดคุยได้ส่วนตัวที่
msn: experimentk@hotmail.com

Wednesday, November 7, 2007

Psychogenic Needs : U needs

เราเคยมีเวลาได้นั่งทบทวนถึงตัวเองกันหรือเปล่าว่าแท้จริงแล้ว
เราต้องการอะไร

Henry Murray เฮนรี่ เมอเรย์ (1893-1988) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน
ได้พัฒนาทฤษฎีบุคลิกภาพซึ่งอยู่ภายใต้ระบบ
แรงจูงใจ ความกดดัน และความต้องการ

เขาเชื่อว่า จิตวิทยาความต้องการ (Psychogenic Needs) เป็น ความต้องการที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึก
คือเป็นความต้องการที่แฝงอยุ่ลึกๆและพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆ

แบ่งได้เป็น 5 ประเภทใหญ่คือ

Ambition Needs
• Achievement - ความต้องการสัมฤทธิ์ผลต่ออุปสรรค
• Exhibition - ความต้องการแสดงตนให้เป็นที่สนใจของผู้อื่น
• Recognition - ความต้องการเป็นที่จดจำและเป็นยอมรับนับถือของสังคม
• Acquistion - ความต้องการอยากได้สิ่งที่ต้องการ เพื่อมาเป็นสมบัติหรือครอบครอง

Materialistic Needs
• Construction - ความต้องการสร้างสรรค์ พฤติกรรมซึ่งก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์
จากวัสดุต่างๆนำมาประดิษฐ์เป็นวัตถุสิ่งของที่ต้องกับความต้องการของบุคคล
• Order - ความต้องการเป็นระเบียบเรียบร้อย
• Retention - ความต้องการเก็บรักษา

Power Needs
• Abasement - ความต้องการเสียเกียรติ การยอมรับผิด
• Antonomy - ความต้องการอิสระในการปกครองตนเอง
• Aggression - ความต้องการการก้าวร้าวผู้อื่น มุ่งที่จะเอาชนะคนอื่น
• Blame Avoidance - ความต้องการหลีกเลี่ยงจากการตำหนิ และทำตามกฎระเบียบ
• Deference - ความต้องการเชื่อฟัง ยอมทำตามผู้ที่เหนือกว่า
• Dominance - ความต้องการที่จะควบคุมและบัญชาผู้อื่น

Affection Needs
• Affiliation - ความต้องการมีเพื่อนไมตรีจิตมิตรภาพ
• Nurturance - ความต้องการการดูแล เอาใจใส่จากบุคคลอื่น
• Play - ความต้องการเล่น พักผ่อนหย่อนใจ
• Rejection - ความต้องการแยกตัวออกจากผู้อื่น
• Succorance - ความต้องการการช่วยเหลือ การปกป้อง เห็นใจจากผู้อื่น

Information Needs
• Cognizance - ความต้องการอยากรู้อยากเห็น
• Exposition - ความต้องการคำชี้แจงอย่างละเอียด

Sunday, October 28, 2007

Time is Short

ครบรอบ 1 ปีที่เพื่อนทั้ง 2 จากไป
แล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องลาจากร่างอย่างทางการ

แม้จิตจะจากไปตั้งปีแล้ว
แม้ร่างจะจากไปวันนี้
แต่ความทรงจำจะอยู่ตลอดไป

เสียดายไม่ได้ไปส่ง หวังว่าคงเข้าใจ

Wednesday, April 11, 2007

xx censor-Thai xx

ช่วงนี้งานยุ่งเกินไม่มีเวลาขยับบล๊อกเลย
เอาข่าวมาแป๊ะให้ไปอ่านแล้วกัน
อาจจะนอกเรื่อง แต่ถ้ามองโปสเตอร์ดีๆ
จะเห็นงานไทโปดีๆในโปสเตอร์ของพี่เจ้ยทุกเรื่องนะ
ชิ้นนี้ชอบตรงมันมองเห้นไทโปไม่ชัดดีอะ 555
ได้ยินว่า โอ จาก goodcitizen จะไปคนออกแบบนะ



เรื่องราววุ่นๆเกี่ยวกับ
แสงศตวรรษ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
Syndromes and a Century

A Century blog

งดฉายหนัง ‘แสงศตวรรษ’

"เจ้ย" ไม่หั่น "แสงศตวรรษ" กองเซ็นเซอร์เล่นแง่ ไม่ตัดไม่คืนฟิล์ม
โดย ผู้จัดการออนไลน์


ขอเชิญร่วมลงชื่อและแสดงความคิดเห็นที่ท่านมีต่อระบบการเซ็นเซอร์ไทย โดยมีภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษเป็นกรณีศึกษา

เอาลิงค์ไปตามอ่านกันเองแล้วกัน ไม่มีเวลาแสดงความคิดเห็น

แล้วถ้า ฟอนต์ (ลูกชาย/สาวของเรา) ถูกเอาไปตัดต่อบ้างละ จะรู้สึกเหมือนกันมั๊ย

.............................................................................................................................

เพ่ิ่มเติม 16.04.07
พึงมีคนส่งเมล์มาให้เพิ่มเติม (ไม่รู้ว่าใคร โทษทีนะครับ) เลยได้ mail เพิ่มมาอีกอัน
เป็นฉากที่ถูกพาดพิงพร้อมราบละเอียด เชิญชม..
Filmsickblog ดูหนังอย่างคนป่วย
.............................................................................................................................

เพิ่มเติมอีกรอบ 17.04.07
Free Thai Cinema Movement สำหรับคนสนใจร่วมลงชื่อ

ลงไปเมื่อวันที่ 17 ตอนตีหนึ่งกว่าๆ เป็นคนที่ 2154
สายๆมาอัพเดท โห เพิ่มมาอีกกว่า ห้าร้อยคนแล้ว จะไปสุดที่เท่าไหร่เนี้ย
.............................................................................................................................

Friday, March 23, 2007

Sorry - Shut down day 2007



Shutdown Day

โครงการเหมือนกับโครงการอื่นๆที่เราเคยได้ยิน
งดสูบบุหรีโลก [1 วัน], ปิดไฟ [1 วัน], ไม่ขับรถ [1 วัน]
อะไรก็ตามแต่ จะทำให้โลกนี้ มีอายุที่ยาวขึ้น
ทั้งที่เวลาที่เหลือ อีก 364 วันเราเล่นกันซะเต็มที่

วันนี้เป็นวันที่ 24 วันที่ร่วมกันให้หยุดอ่านบล๊อก เช็คเมล์
และทำธุระกรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
เพื่อที่จะได้หยุดยาว พักผ่อน และทำอะไรอย่างอื่นกันบ้าง

แต่มีนัดส่งงาน ตอน 10 โมง ดันพลาดซะแล้ว ไหนๆ ก็ไหน
เขียนบล๊อกเผื่อคนที่พลาดหลงเข้ามาเลยละกัน จะได้เป็นเพื่อนกัน
เพราะว่าก็ยังคงต้องทำงานต่อไป สำหรับส่งวันจันทร์
เพราะพรุ่งนี้ก็เป็นวัน เชงเม้งเดย์ ของครอบครัวซะด้วย
ทำไมไม่นัดกันให้ตรงวันนะ

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า ถ้าอย่างนั่นจะเอา Laptop ที่ใช้อยู่ทุกวี่วัน ไปทำอะไรดีละ
ขอนำเสนอ ทางเลือกสำหรับผุ้ติดแลปทอป จะได้ shutdown ได้อย่างสบายใจ :)